แนะนำหนังสือออกใหม่

หนังสือเรื่อง

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ: การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดย ชนิดา ชิตบัณฑิตย์

 

 

เชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ – Booklaunch

“โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ : การสถาปนาพระราชอำนาจนำ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

พฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม 2550   เวลา 14.00–17.30 น.

ณ หอศิลปะสถาปัตยกรรม  พระพรหมพิจิตร ชั้น 1  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร วังท่าพระ

14.00                     ลงทะเบียน

14.30                     แนะนำหนังสือ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

โดย ผศ. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์  

14.45                     เสวนา  “สถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยสมัยใหม่: การสถาปนาพระราชอำนาจนำ”  โดย  อ.ชนิดา  ชิตบัณฑิตย์

 

จัดโดย                   ภาควิชาศิลปะสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 

หมายเหตุ               ไม่เสียค่าลงทะเบียน ในวันงานเปิดตัวหนังสือ จำหน่ายหนังสือ ราคาพิเศษ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ อ.ชาตรี  ประกิตนนทการ โทร. 02-221-9491

หรือที่มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โทร. 02-424-5768 , 02-433-8713

 

 

 

แนะนำหนังสือเล่มนี้จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/16/WW06_0607_news.php?newsid=89328

 

การสถาปนา 'พระราชอำนาจนำ'

16 สิงหาคม พ.ศ. 2550 06:00:00

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ปกหนังสือ'โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

-

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ...อำนาจนำหมายถึงการที่คนบางกลุ่มหรือบางชนชั้นสามารถสร้างและรักษาสถานภาพการครอบงำเหนือกลุ่มอื่นๆ ได้ เนื่องจากสามารถแสดงตัวว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามารถสูงที่สุดในการตอบสนองผลประโยชน์และความต้องการของชนชั้นหรือกลุ่มทางสังคมอื่นๆ นอกจากนี้การสถาปนาอำนาจนำยังเป็นเงื่อนไขของกระบวนการที่ชนชั้นครอบงำไม่ได้ควบคุมแต่ชี้นำมวลชนผ่านผู้นำทางจริยธรรมและภูมิปัญญา... (อันโตนิโอ กรัมชี่ /Antonio Gramsci ค.ศ.1891-1937)

 ความหมายบางส่วนของอำนาจนำในทฤษฎีกรัมชี่ นักปฏิวัติมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียน ถูกใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์การสถาปนาพระราชอำนาจนำผ่านโครงการพระราชดำริของอาจารย์ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียบเรียงเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทในชื่อเรื่อง 'โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว' (The Royally-Initiated Projects:The Making of King Bhumibol’s Royal Hegemony) และได้รับคัดเลือกจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ให้เป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี พ.ศ.2547 ตีพิมพ์และจัดงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ที่หอศิลปะพระพรหมพิจิตร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

 "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นความพยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมการเมืองไทยร่วมสมัยด้วยความตระหนักถึงความสำคัญต่อลักษณะเฉพาะของสังคมไทยที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง กล่าวถึงพัฒนาการของการสถาปนาพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงนิวัตพระนครอย่างถาวรใน พ.ศ.2494 จนถึง พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดการเก็บข้อมูลของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้" อาจารย์ชนิดากล่าว

 เนื้อหาในหนังสือให้รายละเอียดว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งเป็น 4 ยุค ดังนี้

 โครงการพระราชดำริยุคก่อกำเนิด (พ.ศ.2494-2500) การสถาปนาพระราชอำนาจนำผ่านการดำเนินโครงการในยุคนี้ เกิดภายใต้เงื่อนไขปัจจัยจำกัดทางด้านการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลซึ่งนำโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

 การดำเนินโครงการพระราชดำริในยุคแรกจึงมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญคือกิจกรรมของโครงการพระราชดำริจำกัดพื้นที่อยู่บริเวณภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากมีงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองบางชิ้นระบุว่า จอมพล ป.จำกัดการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ ด้วยการตัดงบประมาณในการเสด็จฯ เนื่องจากเกรงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความกริ้ว จอมพล ป. ด้วยการไม่เสด็จฯในราชพิธีฉลองครบรอบพุทธศตวรรษที่ 25 (พ.ศ.2500) เป็นภาพสะท้อนที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม

 การดำเนินงานโครงการพระราชดำริในยุคนี้ค่อนข้างจำกัดและไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนใหญ่เป็นโครงการตามพระราชประสงค์ เน้นกิจกรรมด้านสาธารณสุขและการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ทรงทดลองศึกษาและปฏิบัติเป็นการส่วนพระองค์ ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการปฏิบัติทดลอง มีหน่วยงานที่รับใช้สนองพระราชดำริ คือสำนักพระราชวังซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนพระองค์ และหน่วยงานราชการเพียงบางหน่วยเท่านั้นที่ร่วมสนองพระราชดำริ

 ต่อมาคือโครงการพระราชดำริยุคการพัฒนาเพื่อความมั่นคง (พ.ศ.2501-2523) ภายหลังการสิ้นสุดอำนาจทางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จากเหตุการณ์รัฐประหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์นำอุดมการณ์กษัตริย์นิยมมาเป็นฐานทางการเมือง เชิดชูและเพิ่มบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาเป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์

 การดำเนินกิจกรรมของโครงการพระราชดำริในยุคนี้จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุคแรก เนื่องจากรัฐบาลเชิดชูและสร้างบทบาทในพื้นที่ทางสังคม การเมือง ให้สถาบันกษัตริย์กลับมามีบทบาทอีกครั้ง พระมหากษัตริย์กลายเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางการรวมความสามัคคีของคนในชาติผ่านการดำเนินกิจกรรมทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม

 โครงการพระราชดำริในยุคการพัฒนาเพื่อความมั่นคงแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ โครงการพระราชดำริด้านสังคมสงเคราะห์ โครงการพระราชดำริด้านเกษตรและการพัฒนาชนบท และโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ประสานกับทหารและตำรวจเพื่อความมั่นคง

 โครงการพระราชดำริยุคกำเนิดองค์กรประสานงาน (พ.ศ.2524-2530) สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นไปอย่างแนบแน่น รัฐบาลเชิดชูสถาบันกษัตริย์ รื้อฟื้นพระราชพิธีดั้งเดิมเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ นำอุดมการณ์ ’แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง’ จากพระราชดำรัส มาใช้เป็นอุดมการณ์ของชาติ ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์มีความเข้มแข็งในแง่การดำรงบทบาททางสังคม การเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานในสังคมไทย

 ลักษณะเฉพาะของโครงการพระราชดำริในยุคนี้คือการเกิดขึ้นขององค์กรระดับชาติเพื่อทำหน้าที่ประสานงานการปฏิบัติโครงการพระราชดำริภายใต้โครงสร้างระบบราชการ หรือที่ปัจจุบันรู้จักในนาม 'คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ' (กปร.) มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบด้านวิชาการ ประสานงาน และธุรการของโครงการพระราชดำริ จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการในพระราชดำริ

 แหล่งที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมี 3 แหล่ง ได้แก่ การพระราชทานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้สมมติฐานที่ว่า ‘น้ำคือชีวิต และโดยเฉพาะชีวิตของเกษตรกรก็คือปัญหาเรื่องน้ำ’ การถวายฎีกาของราษฎร ซึ่งเป็นช่องทางของราษฎรในการแก้ไขปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการ และการเสนอขอพระราชทานเป็นโครงการในพระราชดำริของหน่วยงานราชการ เนื่องจากบางครั้งหน่วยงานราชการมีข้อจำกัดในการสนับสนุนด้านงบประมาณ หรือต้องการผลักดันให้โครงการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว การดำเนินการในลักษณะของโครงการพระราชดำริจะมีส่วนสำคัญในด้านความเชื่อถือของราษฎร เป็นการลดกระแสต่อต้านและความขัดแย้งของราษฎรจากการดำเนินโครงการ

 โครงการพระราชดำริยุคกำเนิดองค์กรเอกชน (พ.ศ.2531-ปัจจุบัน) ในยุคนี้เกิดอุดมการณ์การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกร ในวันที่ 5 ธันวาคม 2540 ใจความสำคัญของการมีเศรษฐกิจแบบพออยู่พอกิน (having enough to live and to eat) หมายถึงสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ต่อมามีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นแนวทางกู้วิกฤติเศรษฐกิจและได้รับการขานรับจากหน่วยงานราชการนำแนวคิดดังกล่าวไปเผยแพร่

 จากนั้นจึงเกิดองค์กรที่มีหน้าที่ดำเนินโครงการพระราชดำริในรูปแบบขององค์กรเอกชน คือมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นองค์กรเอกชนด้านการพัฒนาองค์กรแรกที่ดำเนินการโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนามีลักษณะประสานงานและสนับสนุนการพัฒนาของรัฐด้วยการระดมทรัพยากรทุนของเอกชนและงบประมาณของรัฐบาลมาสนองโครงการและแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริ

 ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ จากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แนะนำหนังสือกล่าวว่าวิทยานิพนธ์เล่มนี้เพิ่มพูนความเข้าใจต่อพัฒนาการของพระราชอำนาจนำมากยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของคนรุ่นหลัง ทั้งมีการเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

 การใช้พระราชอำนาจทั่วไปของพระมหากษัตริย์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นรูปแบบเฉพาะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน โดยมีโครงการพระราชดำริเป็นภาพสะท้อนการใช้พระราชอำนาจรูปแบบใหม่และเป็นลักษณะเฉพาะของการปกครองในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสังคมไทย

รัชดากร จิตรามาศ