|

|
|
ปกหนังสือ'โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'
|
-
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ...อำนาจนำหมายถึงการที่คนบางกลุ่มหรือบางชนชั้นสามารถสร้างและรักษาสถานภาพการครอบงำเหนือกลุ่มอื่นๆ
ได้ เนื่องจากสามารถแสดงตัวว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามารถสูงที่สุดในการตอบสนองผลประโยชน์และความต้องการของชนชั้นหรือกลุ่มทางสังคมอื่นๆ
นอกจากนี้การสถาปนาอำนาจนำยังเป็นเงื่อนไขของกระบวนการที่ชนชั้นครอบงำไม่ได้ควบคุมแต่ชี้นำมวลชนผ่านผู้นำทางจริยธรรมและภูมิปัญญา...
(อันโตนิโอ กรัมชี่ /Antonio Gramsci
ค.ศ.1891-1937)
ความหมายบางส่วนของอำนาจนำในทฤษฎีกรัมชี่ นักปฏิวัติมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียน ถูกใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์การสถาปนาพระราชอำนาจนำผ่านโครงการพระราชดำริของอาจารย์ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียบเรียงเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทในชื่อเรื่อง
'โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'
(The Royally-Initiated Projects:The Making of
King Bhumibols Royal Hegemony) และได้รับคัดเลือกจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ให้เป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี พ.ศ.2547 ตีพิมพ์และจัดงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม
ที่ผ่านมา ที่หอศิลปะพระพรหมพิจิตร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
"โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นความพยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมการเมืองไทยร่วมสมัยด้วยความตระหนักถึงความสำคัญต่อลักษณะเฉพาะของสังคมไทยที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง
กล่าวถึงพัฒนาการของการสถาปนาพระราชอำนาจนำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงนิวัตพระนครอย่างถาวรใน
พ.ศ.2494 จนถึง พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดการเก็บข้อมูลของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้"
อาจารย์ชนิดากล่าว
เนื้อหาในหนังสือให้รายละเอียดว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ:การสถาปนาพระราชอำนาจนำในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งเป็น
4 ยุค ดังนี้
โครงการพระราชดำริยุคก่อกำเนิด (พ.ศ.2494-2500) การสถาปนาพระราชอำนาจนำผ่านการดำเนินโครงการในยุคนี้
เกิดภายใต้เงื่อนไขปัจจัยจำกัดทางด้านการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลซึ่งนำโดย
จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
การดำเนินโครงการพระราชดำริในยุคแรกจึงมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญคือกิจกรรมของโครงการพระราชดำริจำกัดพื้นที่อยู่บริเวณภาคกลาง
โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากมีงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์การเมืองบางชิ้นระบุว่า
จอมพล ป.จำกัดการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์
ด้วยการตัดงบประมาณในการเสด็จฯ เนื่องจากเกรงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชน
โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความกริ้ว จอมพล ป. ด้วยการไม่เสด็จฯในราชพิธีฉลองครบรอบพุทธศตวรรษที่
25 (พ.ศ.2500) เป็นภาพสะท้อนที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับจอมพล
ป.พิบูลสงคราม
การดำเนินงานโครงการพระราชดำริในยุคนี้ค่อนข้างจำกัดและไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
ส่วนใหญ่เป็นโครงการตามพระราชประสงค์ เน้นกิจกรรมด้านสาธารณสุขและการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ทรงทดลองศึกษาและปฏิบัติเป็นการส่วนพระองค์
ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการปฏิบัติทดลอง
มีหน่วยงานที่รับใช้สนองพระราชดำริ คือสำนักพระราชวังซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนพระองค์
และหน่วยงานราชการเพียงบางหน่วยเท่านั้นที่ร่วมสนองพระราชดำริ
ต่อมาคือโครงการพระราชดำริยุคการพัฒนาเพื่อความมั่นคง (พ.ศ.2501-2523) ภายหลังการสิ้นสุดอำนาจทางการเมืองของจอมพล
ป.พิบูลสงคราม จากเหตุการณ์รัฐประหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์นำอุดมการณ์กษัตริย์นิยมมาเป็นฐานทางการเมือง
เชิดชูและเพิ่มบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาเป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์
การดำเนินกิจกรรมของโครงการพระราชดำริในยุคนี้จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุคแรก
เนื่องจากรัฐบาลเชิดชูและสร้างบทบาทในพื้นที่ทางสังคม การเมือง ให้สถาบันกษัตริย์กลับมามีบทบาทอีกครั้ง
พระมหากษัตริย์กลายเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางการรวมความสามัคคีของคนในชาติผ่านการดำเนินกิจกรรมทางสังคม
การเมือง และวัฒนธรรม
โครงการพระราชดำริในยุคการพัฒนาเพื่อความมั่นคงแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ โครงการพระราชดำริด้านสังคมสงเคราะห์ โครงการพระราชดำริด้านเกษตรและการพัฒนาชนบท
และโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ประสานกับทหารและตำรวจเพื่อความมั่นคง
โครงการพระราชดำริยุคกำเนิดองค์กรประสานงาน (พ.ศ.2524-2530) สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นไปอย่างแนบแน่น
รัฐบาลเชิดชูสถาบันกษัตริย์ รื้อฟื้นพระราชพิธีดั้งเดิมเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์
นำอุดมการณ์ แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง จากพระราชดำรัส มาใช้เป็นอุดมการณ์ของชาติ ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์มีความเข้มแข็งในแง่การดำรงบทบาททางสังคม
การเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานในสังคมไทย
ลักษณะเฉพาะของโครงการพระราชดำริในยุคนี้คือการเกิดขึ้นขององค์กรระดับชาติเพื่อทำหน้าที่ประสานงานการปฏิบัติโครงการพระราชดำริภายใต้โครงสร้างระบบราชการ
หรือที่ปัจจุบันรู้จักในนาม 'คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ'
(กปร.) มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบด้านวิชาการ
ประสานงาน และธุรการของโครงการพระราชดำริ จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการในพระราชดำริ
แหล่งที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมี 3 แหล่ง ได้แก่ การพระราชทานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายใต้สมมติฐานที่ว่า
น้ำคือชีวิต และโดยเฉพาะชีวิตของเกษตรกรก็คือปัญหาเรื่องน้ำ
การถวายฎีกาของราษฎร ซึ่งเป็นช่องทางของราษฎรในการแก้ไขปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการ
และการเสนอขอพระราชทานเป็นโครงการในพระราชดำริของหน่วยงานราชการ เนื่องจากบางครั้งหน่วยงานราชการมีข้อจำกัดในการสนับสนุนด้านงบประมาณ
หรือต้องการผลักดันให้โครงการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว การดำเนินการในลักษณะของโครงการพระราชดำริจะมีส่วนสำคัญในด้านความเชื่อถือของราษฎร
เป็นการลดกระแสต่อต้านและความขัดแย้งของราษฎรจากการดำเนินโครงการ
โครงการพระราชดำริยุคกำเนิดองค์กรเอกชน (พ.ศ.2531-ปัจจุบัน) ในยุคนี้เกิดอุดมการณ์การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกร
ในวันที่ 5 ธันวาคม 2540 ใจความสำคัญของการมีเศรษฐกิจแบบพออยู่พอกิน
(having enough to live and to eat) หมายถึงสามารถเลี้ยงตัวเองได้
ต่อมามีการเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นแนวทางกู้วิกฤติเศรษฐกิจและได้รับการขานรับจากหน่วยงานราชการนำแนวคิดดังกล่าวไปเผยแพร่
จากนั้นจึงเกิดองค์กรที่มีหน้าที่ดำเนินโครงการพระราชดำริในรูปแบบขององค์กรเอกชน
คือมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นองค์กรเอกชนด้านการพัฒนาองค์กรแรกที่ดำเนินการโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนามีลักษณะประสานงานและสนับสนุนการพัฒนาของรัฐด้วยการระดมทรัพยากรทุนของเอกชนและงบประมาณของรัฐบาลมาสนองโครงการและแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริ
ผศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ จากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
ผู้แนะนำหนังสือกล่าวว่าวิทยานิพนธ์เล่มนี้เพิ่มพูนความเข้าใจต่อพัฒนาการของพระราชอำนาจนำมากยิ่งขึ้น
เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของคนรุ่นหลัง
ทั้งมีการเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
การใช้พระราชอำนาจทั่วไปของพระมหากษัตริย์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นรูปแบบเฉพาะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
โดยมีโครงการพระราชดำริเป็นภาพสะท้อนการใช้พระราชอำนาจรูปแบบใหม่และเป็นลักษณะเฉพาะของการปกครองในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสังคมไทย
รัชดากร จิตรามาศ
|