|
การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ |
|
มอญดูดาว ระหว่างที่รัฐธรรมนูญไทยฉบับที่ 18
กำลังจะถูกยกร่างให้เสร็จภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ
ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คมช.
ขณะที่ข้อถกเถียงอยู่ระหว่างการโยนหินถามทางว่าจะลดจำนวน ส.ส. ดีไหม ส.ว.ควรจะมาจาการแต่งตั้ง หรือ นายกฯ
ควรเปิดโอกาสให้มาจากทางอื่นที่ไม่ใช่การเลือกตั้งได้ไหม
ในวงสนทนาวงหนึ่งที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
ชาวบ้านคนหนึ่งลุกขึ้นถามอย่างซื่อๆ แล้วมันเกี่ยวกับปากท้องของผมตรงไหน
!!? พลิกอ่านหนังสือ การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนโดย ศ. การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญมีประวัติการพิมพ์ที่น่าสนใจ
นั่นคือ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2529 และพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 2 ในปี 2540
ท่ามกลางบรรยากาศการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เชื่อกันว่าประชาชนได้มีส่วนร่วมมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
และพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปี 2549
ปีที่การเมืองไทยหมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างน่าอัศจรรย์
และกลับมาสู่บรรยากาศการยกร่างรัฐธรรมนูญกันอีกครั้งหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ประกาศใช้มาเป็นเวลา 9 ปี หนังสือเล่มนี้มองจากกรอบของ ตัวละคร
ที่โลดแล่นแบ่งปันบทบาทในเวทีการเมืองไทย ตั้งแต่ยุคการปรับตัวเข้าสู่สมัยใหม่
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาจนถึงยุคปัจจุบัน ว่าใคร
มีส่วนอะไรและทำอย่างไร
บ้างต่อสังคมการเมืองอันมีผลต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายฉบับ เป็นการมองพัฒนาการของรัฐธรรมนูญไปพร้อมๆ กับการสำรวจสภาพสังคมไทยเชิงโครงสร้าง
และชนชั้นต่างๆ ที่เข้ามาร่วมแบ่งปันบทบาทในทางการเมือง จากที่เคยเป็นของชนชั้นผู้ปกครอง และเมื่อกระแส สมัยใหม่ จากตะวันตกชักนำให้ต้องเปลี่ยนแปลง
พื้นที่ทางการเมืองจงเริ่มผ่องถ่ายไปสู่ข้าราชการรุ่นหนุ่ม ทหาร และชนชั้นกลางที่เติบโตขึ้นจากยุคของการพัฒนาประเทศ
น่าพิศวงว่านับจากยุคสมัยใหม่ ส่วนร่วมกันประการสำคัญก็คือ
คนชั้นล่าง ชาวนา เกษตรกร
คนในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่นั้นถูกละเลยมาโดยตลอดทั้งเองจากเหตุปัจจัยภายนอก
และจากนโยบายของรัฐเองที่จะละเลย ดูจากการพัฒนาการศึกษาซึ่งยิ่งทำให้ชนชั้นล่างอ่อนแอลงยิ่งๆ
ขึ้น พื้นที่ทางการเมืองไทยจึงยังคงเป็นของชนชั้นสูงและชนชั้นที่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด
นับถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญไทยก็ถูกหยิบมายกร่างกันใหม่อีกครั้ง
และดูจะเป็นย้ำรอยเดิมว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเรื่องเฉพาะของชนชั้นปกครอง ทหาร
ข้าราชการ และผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การพิมพ์ครั้งที่ 3 นี้
ได้เพิ่มเติมเนื้อหาว่าด้วยการเมืองไทยในปัจจุบัน บทความ หลุมพรางประชาธิปไตย ซึ่งอาจารย์เสน่ห์อธิบายว่า ระบอบทักษิณ นั้นหาใช่ใดอื่น
แต่เป็นชนชั้นนายทุนหรือพ่อค้าที่เติบโตมาจากยุคของเผด็จการทหารและยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั่นเอง
โดยนัยของกระแสโลกาภิวัตน์
กลุ่มทุนและการเมืองแบบเก่าจึงตกอยู่ในสถานการณ์ของระบบล้าหลังซึ่งสุกงอมพร้อมที่จะเปิดประตูสู่อำนาจให้กับกลุ่มทุนและธุรกิจการเมืองใหม่
การก้าวขึ้สู่เวทีอำนาจของพรรคไทยรักไทยของพ.ต.ท.
ทักษิณ ชินวัตร หมายถึงเป็นการเสื่อมถอยของกลุ่มทุนท้องถิ่น อิทธิพลท้องถิ่น ภายใต้การอธิบายที่ฉายภาพการเมืองไทยนับจากยุคสมัยใหม่เป็นต้นมา
จนขณะนี้
อาจารย์เสน่ห์สรุปไว้ในย่อหน้าสุดท้ายถึงการการปฏิรูปการเมืองไทยรอบใหม่ว่า การปฏิรูปประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จที่พยายามถอดต้นแบบกันมาจากในบริบทเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมอื่น
โดยปราศจากพื้นฐานความเข้าใจในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมของตนเอง โดยนัยนี้
การปฏิรูปการเมืองประชาธิปไตย
จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการแสวงหาระบบที่ดีที่เหมาะสม
หากโดยสาระเป็นเรื่องของกระบวนพัฒนาการ
ซึ่งไม่มีอะไรดีไปกว่าเปิดโอกาสให้มหาชนคนไทย
ผู้เป็นเจ้าของชีวิตและจินตนาการของตนเอง
ได้เข้ามาเป็นตัวบทบาทหลักในภารกิจการปฏิรูปรอบสองนี้ ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะถูกอ้างอิงถึงบ้างหรือไม่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญครั้งปัจจุบันแต่สิ่งหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ตอกย้ำให้เห็นก็คือพื้นที่ทางการเมืองไทยนั้น
ไม่ได้เปิดให้กับตัวละครส่วนใหญ่ซึ่งไม่เคยได้เล่นบทหลักเรื่อยมา
สิ่งที่น่าเจ็บปวดก็คือว่าตัวละครหลักๆ
ก็รวมหัวกันสร้างให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นยารักษาสารพัดโรคอันเกิดกับประเทศไปเสียในขณะที่ตัวเองก็เล่นเกมจัดสรรอำนาจกันต่อไปอย่างใจดำ |