มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

 

 

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

 

ขอเชิญร่วมเสวนาและแถลงข่าว

“การเมืองไทยเรื่องการตลาด กับ การตลาดเรื่องการเมืองไทย”

Thai Politics of Marketing VS Marketing of Thai Politics

Old Ginergs VS Thaksinocracy

อาทิตย์/Sunday 9 กันยายน/September 2550

ห้อง F337 ชั้น 3 ตึกธรรมศาสตร์ 60 ปี ริมน้ำ

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

Thammasat University, Tha Phrachan, Bangkok

 

14:00-16:00        กล่าวเปิดงานและต้อนรับโดย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

อภิปราย

“การเมืองไทยเรื่องการตลาด กับ การตลาดเรื่องการเมืองไทย หรือ ระบอบทักษิณ VS ระบบขิงแก่”

วิทยากร

ดร. พิภพ อุดร

                              ดร. นันทนา นันทวโรภาส

                              ดร. วิทยา จารุพงศ์โสภณ  ดำเนินการอภิปราย

 

16:00-16:30        แถลงข่าวงานสัมมนา 15-16 กันยายน 2550 “1 ศตวรรษปริทัศน์: รัฐธรรมนูญและรัฐประหารกับการเมืองสยาม/ไทยสมัยใหม่ (พ.ศ. 2454-2550)” Constitutions and Coups in Modern Siamese/Thai Politics: A Centennial Review (1912-2007)”

 

16:30-17:00        อาหารว่างและสังสรรค์

พิธีกร                   อ. สมฤทธิ์ ลือชัย

 

หมายเหตุ             ร่วมจัดโดย

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

หลักสูตรควบตรี/โท ด้านการบัญชีและบริหารธุรกิจ คณะพาณิชย์ฯ มธ.

โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มธ. 

โปรดสำรองที่นั่งที่หมายเลข โทร 02-424-5768, 02-433-8713

 

รายงานสัมมนา "การตลาดเรื่องการเมือง กับ การเมืองเรื่องการตลาด" โดย ยุวดี มณีกุล

http://www.bangkokbiznews.com/2007/09/13/WW06_0607_news.php?newsid=94037

 

รู้เท่าทัน 'การตลาดในการเมือง'

13 กันยายน พ.ศ. 2550 06:00:00

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

จากซ้าย ดร.พิภพ อุดร,ดร.นันทนา นันทวโรภาส และ อ.สมฤทธิ์ ลือชัย

เมื่อการตลาดมีอิทธิพลแทรกซึมเข้าไปในทุกกิจกรรมของสังคม รวมถึงกิจกรรมทางการเมืองในระดับพรรคการเมือง ประชาชนในฐานะผู้บริโภคก็พึงเรียนรู้การตลาดในระบอบการเมืองไทยวันนี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาหัวข้อ 'การเมืองไทยเรื่องการตลาดกับการตลาดเรื่องการเมืองไทย' โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการสื่อสารมวลชนเป็นผู้นำเสนอ

ดร.พิภพ อุดร อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าพรรคไทยรักไทย(ยุบพรรคไปแล้ว)เป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่ใช้การตลาดอย่างเต็มรูปแบบและทุกวิถีทางในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเว็บไซต์มากมาย การออกสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อวิทยุ-โทรทัศน์ สื่อโฆษณา

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แถลงข่าวการจัดงานวันที่ 15-16 กันยายน นี้

"เป้าหมายทางการตลาดนี้มี 4 ขั้นตอน เรียกว่า AIDA เอหมายถึง attention คือพยายามสร้างความสนใจในหมู่ประชาชน เพื่อให้เกิด interest วิธีการก็เช่นประกาศนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หวยบนดิน เน้นให้คนที่สนใจเฉพาะที่เกิดประโยชน์กับตัวเองคือเจาะกลุ่มเป้าหมายชัดในแต่ละนโยบาย เมื่อประชาชนสนใจก็จะนำไปสู่ความต้องการ คือ desire แล้วจึงเกิด action คือไปหย่อนบัตรเลือกตั้งเลือกพรรคนั้นๆ ในที่นี้จะเน้นให้ลูกค้าหรือประชาชนเป็นพนักงานขายผลิตภัณฑ์ซึ่งก็คือนโยบายของพรรคแทนพรรคหรือบริษัท"

เมื่อ อ.สมฤทธิ์ ลือชัย ผู้ดำเนินการเสวนาถามถึงความหมายของการตลาด ดร.พิภพอธิบายอย่างสั้นๆ ว่าหมายถึงกระบวนแลกเปลี่ยนที่สร้างความพึงพอใจสุงสุดของผู้ที่อยู่ในกระบวนการ โดยนำบางสิ่งบางอย่างมาแลกกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

"รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ทำให้อำนาจซื้อทางการเมืองของคนไม่เท่าเทียมกันอีกต่อไป จากเดิมเป็นระบบวันแมนวันโหวต แต่นี่ให้เขตใหญ่ประชาชนได้สิทธิเลือกถึง 3 เสียงต่อคน ผมมองว่าพรรคการเมืองสมัยก่อนคิดว่าสินค้าที่เขาขายคือตัว สส. พรรคมีหน้าที่กวาดหา สส.มาเสนอขายเสียงจากประชาชน แต่ไทยรักไทยเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่ ไม่ขาย สส. สินค้าของไทยรักไทยคือนโยบาย พรรคคือบริษัท สส.เป็นเพียงพนักงานขาย มีหน้าที่เดินขายนโยบาย สส.จึงหมดอำนาจต่อรอง อำนาจอยู่ที่พรรคการเมือง และที่สำคัญมากคือตัวสินค้าต้องเข้าใจง่าย ตรงประเด็น" ดร.พิภพ กล่าว

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

แบบเสื้อสยาม วางจำหน่ายในวันสัมมนาที่ธรรมศาสตร์สุดสัปดาห์หน้า

ทั้งตอบคำถามของผู้ดำเนินรายการที่ถามว่ากรณีสมัคร สุนทรเวช ประกาศตัวเป็นนอมินีของทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นการตลาดหรือไม่ ว่าจะมองเป็นการตลาดก็ได้ หรือจะมองว่าเป็นการติดสินบนประชาชนก็ได้ ต้องดูที่เจตนา และประชาชนควรพิจารณาว่าอดีตสส.พรรคไทยรักไทยจำนวนร้อยกว่าคนนั้นเป็นประโยชน์หรือโทษต่อสังคม

"ผมอยากชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองที่ใช้การตลาดเต็มรูปแบบได้ผลเป็นอย่างไร และพรรคที่ไม่ใช้การตลาดจะเป็นอย่างไร" ดร.พิภพกล่าวในที่สุด

ดร.นันทนา นันทวโรภาส นักการตลาดและนักสื่อสารมวลชน เสนอบทวิเคราะห์จากงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ทำเรื่องการตลาดของพรรคไทยรักไทย พบว่าใช้กลยุทธ์ทางการตลาดแบบเต็มสูบ เจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก และกลุ่มเป้าหมายย่อย โดยลงทุนจ้างนักการตลาดและนักการประชาสัมพันธ์มืออาชีพเป็นงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของพรรค จนสามารถชนะการเลือกตั้งและได้ตั้งรัฐบาลในสมัยก่อน

คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

คณะนักร้องประสานเสียงจากธรรมศาสตร์ร้องเพลงเป็นตัวอย่างในวันแถลงข่าว

"พรรคการเมืองในต่างประเทศใช้การตลาดมานานแล้ว ต่อไปนี้กระแสที่นักการเมืองเน้นการขายจะเคลื่อนสู่พรรคการเมืองที่เน้นด้านการตลาดเต็มตัว แบบเดิมนั้นผลิตภัณฑ์ไม่สำคัญเน้นที่นักขาย พูดเก่ง ขายเก่ง แต่แบบใหม่จะมาแทนที่ พรรคไทยรักไทยเข้ามาถูกที่ถูกเวลาถูกจังหวะในตอนนั้น และขายนโยบายตอบรับกลุ่มเป้าหมายทุกเซคเมนท์ เช่น กลุ่มชาวนา คนชั้นกลาง นักธุรกิจรายย่อย เยาวชน"

ดร.นันทนา อธิบายรายละเอียดในการเลือกใช้ถ้อยคำ และคำในการประกาศนโยบายของพรรคไทยรักไทยมในอดีตว่ากะทัดรัด ชัดเจน จดจำง่าย เช่น กองทุนหมู่บ้าน 5 ล้าน,30 บาทรักษาทุกโรค เน้นการตลาดแบบถึงเนื้อถึงตัวคือเข้าถึงทุกครัวเรือน

"แม้แต่การเลือก สส.ก็ไม่ใช่ว่าฟังคำแนะนำของใคร แต่จะทำโพลล์สำรวจ พบว่าเขตท้องที่ไหนมีคะแนนสำรวจสูงถึงค่อยใช้เงินดูดมาเข้าพรรค คือพรรคนี้จะเน้นการทำสำรวจวิจัยตลาดก่อนลงมือทำอะไร และทักษิณไม่เคยหยุดทำแคมเปญ แม้ตอนนี้จะอยู่ต่างทวีปแต่สามารถสร้างประเด็นข่าวชิงพื้นที่สื่อในไทยได้ตลอดเวลา ลองเทียบดูว่าพรรคที่น่าจะได้ส้มหล่นจากการรัฐประหารมีพื้นที่ข่าวแบบนี้บ้างไหม มีคนเคยพูดว่า 19 กันยา 49 คณะคปค.ทำส้มหล่นใส่คุณอภิสิทธิ์ แต่จนบัดนี้จะถึง 19 กันยา 50 แล้ว คุณอภิสิทธิ์ยังก้มเก็บส้มนั้นไม่ได้เลย ดูหนังสือที่เขาพิมพ์ออกมายังใช้คำแบบนามธรรม แบบฝันๆ อยู่ ซึ่งมันไม่ประสบความสำเร็จในแง่การตลาด มองไม่ออกว่ากลุ่มเป้าหมายของพรรคเป็นใคร"

นักการตลาดฝีปากกล้าคนเดิมยังวิเคราะห์อีกว่าวิธีบริหารการตลาดแบบทักษิณคือจัดการสนองความต้องการของลูกค้า ประกาศชัดว่าใครเลือกเขาจะได้รับการดูแลก่อน ในเชิงการตลาดทักษิณจึงทำได้ดี แต่สิ่งที่น่าใคร่ครวญคือหากพรรคการเมืองอื่นใช้วิธีการแบบเดียวกันจะเกิดผลอย่างไร

"ความต้องการของประชาชนมี 2 แบบคือความต้องการแท้กับความต้องการเทียม นี่เป็นข้อเสียของการตลาด แต่การตลาดไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่การซื้อเสียง บางพรรคบอกจะไม่ทำการตลาดเพราะการตลาดคือซื้อเสียง แสดงว่าเขาเข้าใจผิด" ดร.นันทนากล่าว

ระหว่างการเสวนา อ.สมฤทธิ์ตั้งกระทู้ถามนักการตลาดทั้งสองว่ารัฐบาลขิงแก่ในปัจจุบันได้ใช้การตลาดบ้างหรือไม่

คำตอบจาก ดร.พิภพ ก็คือ

"ผมสงสัยว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะไม่รู้จักคำว่าการตลาดด้วยซ้ำไป แม้แต่กลุ่มทหารผมก็คิดว่าไม่รู้จักคำว่าการตลาด รู้จักแต่การโฆษณาชวนเชื่อ เน้นสร้างความกลัวเข้าไว้ แล้วผลักให้คนมาอยู่อีกฝั่ง เช่น รณรงค์เรื่องความดีจะชนะความชั่ว หรือธรรมะชนะอธรรม ผมพูดสั้นๆ ว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมฝ่ายค้านเนี่ยเชยที่สุด ขนาดไทยรักไทยไปตั้งนานแล้วแต่พรรคตัวเองก็ยังไม่เกิด ยังไม่เห็นว่าจะขยายส่วนแบ่งการตลาดทางการเมืองได้อย่างไร ประเด็นสำคัญคือตอนนี้ประชาชนมาไกล เขาเรียนรู้ถึงอำนาจซื้อที่เขามีแล้ว และต่อไปนี้การเมืองไทยเรื่องการตลาดจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

 การตลาดในการเมืองไทยจะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไร ผู้บริโภคหรือประชาชนคงต้องศึกษาหาความรู้ เพื่อให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองของตนไม่ต้องตกเป็นเหยื่อทางการตลาดโดยปราศจากความรู้เท่า

ยุวดี มณีกุล