โครงการอบรมเกียรติบัตร

 “อยุธยาศึกษา: ศรีเทพ – ละโว้ – อโยธยา   เรื่องของสามนคร     ตลาดวิชาสำหรับครู–อาจารย์”

และ/หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยา

รุ่นที่ 6/2553

วันพฤหัสบดี 22 และ วันศุกร์ 23 เมษายน 2553

จัดโดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ร่วมกับ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย

สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

ªªªªªªªªªªªªªªªªªªªªªªªª

 

 

ผู้ดำเนินโครงการ:                  มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

413/38 .อรุณอมรินทร์ 37  เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

โทร 0-2424-5768, 0-2433-8713

                                                 www. textbooksproject.com        E-mail: kitsunee_tai@yahoo.com

สถาบันอยุธยาศึกษา  มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 

ผู้สนับสนุนโครงการ :           มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย

 

ลักษณะโครงการ :                 โครงการอบรมมีใบประกาศ เกียรติบัตร “อยุธยาศึกษา: ศรีเทพ – ละโว้ – อโยธยา  เรื่องของสามนคร

                                               ตลาดวิชาสำหรับครู-อาจารย์”

 

ระยะเวลาการอบรม :             2 วัน 1 คืน (วันพฤหัสบดี 22 และวันศุกร์ 23 เมษายน 2553)

 

สถานที่การอบรม :                พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี  เพชรบูรณ์  (ทั้งบรรยายและภาคสนาม)

 

วิทยากร :

 

1.  ดร. ชาญวิทย์  เกษตรศิริ

เป็นนักประวัติศาสตร์ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อยุธยา และประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอดีต

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขานุการมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ผลงานวิชาการที่สำคัญ คือ อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง และ อยุธยา : Discovering Ayutthaya

 

2.  . ทรงยศ แววหงษ์

                เป็นนักสังคมศาสตร์ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การท่องเที่ยว เป็นผู้ทรงคุณวุฒิประจำโครงการอบรมมัคคุเทศก์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตอนุกรรมการด้านการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำ

ภาค วิชาสังคมศาสตร์  คณะอักษรศาสตร์     มหาวิทยาลัยศิลปากร    เป็นหนึ่งในคณะทำงานหนังสือ อยุธยา : Discovering

Ayutthaya

 

3.  . สมฤทธิ์  ลือชัย

                เป็นนักวิชาการอิสระ เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน และด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จบการศึกษาระดับปริญญา

โทด้านรัฐศาสตร์ และปริญญาโทด้านวารสารและสื่อมวลชน เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ เป็นมัคคุเทศก์ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในคณะทำงานหนังสือ อยุธยา : Discovering Ayutthaya

 

 

4.  ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์  เพชรเลิศอนันต์

                เป็นนักประวัติศาสตร์ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทย เคยเป็นวิทยากรประจำรายการของวิทยุศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ “พาเที่ยวทั่วไทย” (F.M.92 A.M.1161 ปี 2538-2546) เป็นวิทยากรประจำโครงการอบรมมัคคุเทศก์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นหนึ่งในคณะทำงานหนังสือ

อยุธยา : Discovering Ayutthaya

 

5.   อ.ภูธร  ภูมะธน 

 อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีลพบุรี     ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ด้านศิลปวัฒนธรรมจังหวัด

ลพบุรี   เป็นผู้เขียนวารสารเรื่อง “โกษาปาน : ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน” , การสร้างเมืองลพบุรีให้เป็นราชธานีชั้นใน  ในรัฐกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว  ,ความสำคัญของคูเมือง คันดิน กำแพงเมืองลพบุรี : ปัญหาการบุกรุกทำลายและ

แนวทางแก้ไข   ,พระพุทธเจ้าหลวงกับเมืองลพบุรี (ร.5 เสด็จประพาสลพบุรี 5 ครั้ง)  

 

6.  อ.พันทิพา  มาลา  

ผู้อำนวยการสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา   หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

และศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา   และ กรรมการบริหารจัดการ  กำกับ ควบคุมดูแลนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

 

หลักการและเหตุผล

ราชอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีช่วงเวลาถึง 417 ปี ระหว่าง พ..1893-2310 นั้น ไม่เพียงที่จะมีความสำคัญ

ในอดีตเท่านั้น หากยังดำรงความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะของการเป็นบทศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจต่อภูมิหลังประวัติ

ของไทย ในด้านสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง และความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ   ดังนั้น การศึกษาเรื่องของราชอาณา

จักรอยุธยา จึงไม่เป็นเพียงการศึกษาเรื่องของอดีตเท่านั้น หากทว่ายังเป็นการศึกษาเรื่องเพื่อความเข้าใจในด้านต่างๆ ของสังคม

ไทยในปัจจุบันอีกด้วย

                “อยุธยาศึกษา” ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีความก้าวหน้าของการศึกษาค้นคว้าในหลากด้านด้วยกัน ทั้งวิธีการศึกษา

และเนื้อหาของการศึกษาเกี่ยวกับอยุธยา จากสภาพการณ์ดังกล่าว มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับ

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย   และสถาบันอยุธยาศึกษา  มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา   จึงเห็นว่า ควรที่จะได้มีการจัด

อบรม “อยุธยาศึกษา” สำหรับครู-อาจารย์ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยา เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนความก้าวหน้า

ขององค์ความรู้ให้แพร่กระจายมากขึ้น และเพื่อสร้างทัศนคติของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม

ความเชื่อและศาสนา โดยเป็นการอบรมในรูปแบบที่กระชับและเชิงการท่องเที่ยว ทั้งนี้เพื่อที่ครู-อาจารย์ผู้เข้าอบรม

นั้น อาจสามารถนำวิธีการดังกล่าวไปปรับใช้ในการเรียนการสอนในวิชาด้านต่างๆ ได้

 

วัตถุประสงค์

1.  เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนความก้าวหน้าขององค์ความรู้เกี่ยวกับ “อยุธยาศึกษา”

2.  เพื่อให้ครู-อาจารย์ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยาได้เข้าร่วมศึกษาและตระหนักถึงความสำคัญของ “อยุธยา

     ศึกษา” มากยิ่งขึ้น

3.  เพื่อพัฒนาการศึกษาด้าน “อยุธยาศึกษา” ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ

4.  เพื่อสร้างทัศนคติของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.  ครู-อาจารย์ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยาได้รับรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางการศึกษาเรื่องอยุธยา

2.  ครู-อาจารย์ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยาได้ตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์อยุธยามากยิ่งขึ้น

 

 

3.  ครู-อาจารย์ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยานำความรู้และวิธีการที่ได้รับไปปรับใช้ในการเรียนการสอน              

     ในสถาบันการศึกษาของตน

4.  ครู-อาจารย์ หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยาได้สร้างเสริมทัศนคติของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย

     และสังคมโลก

 

จำนวนผู้เข้าร่วมอบรม :  จำกัดจำนวน 80 คน

 

ผู้มีสิทธิสมัคร :

 

1.  เป็นครู-อาจารย์ในทุกสถาบันการศึกษา ที่สอนด้านสังคมศึกษา หรือผู้ที่ปฏิบัติงานและศึกษาเกี่ยวกับอยุธยา

2.  สมัครได้สถาบันละ 2 คน หากสมัครเกิน ผู้จัดอบรมขอสงวนสิทธิ์ในการตัดชื่อออก

 

 

ค่าใช้จ่ายในการสมัคร :

1.  ผู้สมัครจ่ายท่านละ 2,000 บาท (สองพันบาทถ้วน) เพื่อเป็นใช้จ่ายบางส่วน และค่าเอกสารประกอบการอบรม

    (ฝ่ายผู้จัดอบรมจะแจ้งวิธีการจ่ายค่าเอกสารเฉพาะผู้ที่สามารถสมัครเข้าร่วมอบรมได้ และมีใบเสร็จรับเงินให้)

2.  ค่าใช้จ่ายในการอบรมตามรายการอบรมที่แนบมานั้น เป็นการดูแลโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ  

    มนุษยศาสตร์ และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย

3.  ค่าใช้จ่ายที่ผู้เข้าอบรมดูแลรับผิดชอบตนเอง คือ ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางมายังที่อบรม และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ

    ที่นอกเหนือรายการ เช่น ค่าเครื่องดื่ม ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีดในโรงแรมที่พัก

 

วิธีการในการสมัคร :

 

1.  มูลนิธิโครงการตำราฯ จะเปิดรับสมัครทางโทรศัพท์ หมายเลข  0-2424-5768 , 0-2433-8713

2.  รับสมัครระหว่างวันที่ 15 มีนาคม  -  16  เมษายน  2553  เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ โดยจะปิดรับสมัครเมื่อจำนวนครบ 80 คน

3.  ผู้ยื่นขอสมัครเมื่อโทรสมัครมายังมูลนิธิฯ เจ้าหน้าที่จะแจ้งขั้นตอนการปฏิบัติและวิธีการจ่ายเงินค่าเอกสาร

4.  ผู้สมัครที่ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน และมีเอกสารการจ่ายเงินอยู่ที่มูลนิธิฯ คือผู้ที่ได้เข้าร่วมการอบรม

 

หมายเหต : ผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ หากไม่เข้าร่วมอบรมตามวันเวลาดังกล่าว โดยไม่แจ้งเหตุผลที่พอเพียง อัน

เท่ากับเป็นการรอนสิทธิของผู้สมัครและของสถาบันการศึกษาอื่นๆ นั้น ทางผู้จัดฯขอสงวนสิทธิ์ในการตัดชื่อหน่วยงานและ

สถาบันการศึกษาของท่านออกจากบัญชีการติดต่อเพื่ออบรมอื่นๆ ในครั้งต่อไป

 

ข้อตกลงเบื้องต้นของผู้เข้าอบรม :

 

1.  ผู้เข้าอบรมต้องอยู่ร่วมกับคณะอบรมตลอดรายการอบรม 2 วัน 1 คืน

2.  ผู้เข้าอบรมต้องพร้อมต่อการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งการเขียน การนำเสนอ ในห้องบรรยาย และในภาคสนาม

3.  ผู้เข้าอบรมพึงพร้อมต่อการแนะนำตนเองต่อสมาชิกผู้เข้าอบรมคนอื่น เพื่อการสร้างเครือข่าย “อยุธยาศึกษา” ต่อไปใน

     อนาคต

 

การแต่งกาย : แต่งกายสุภาพ สะดวกต่อการเดินในการศึกษาภาคสนาม ควรเตรียมหมวกและร่มมาด้วย

 

การเดินทางไปยังสถานที่อบรม : สถานที่เปิดการอบรม คือ สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา

.พระนครศรีอยุธยา 

1.  เดินทางไปกลับด้วยตนเอง หรือ

2.  มีรถรับ-ส่งที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ (วันพฤหัสบดีที่ 22  เมษายน  2553

รถออกเวลา 06.30 . กลับมาถึงวันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2553  เวลา 19.00 .)

 

 

กำหนดการอบรม

อยุธยาศึกษา : ศรีเทพ – ละโว้ – อโยธยา   เรื่องของสามนคร

พฤหัสบดี -ศุกร์ 22 – 23  เมษายน 2553

วิทยากร:  ดร.ชาญวิทย์  เกษตรศิริ    อ.ทรงยศ  แววหงษ์    อ.ภูธร  ภูมะธน   อ.สมฤทธิ์   ลือชัย

     ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์  เพชรเลิศอนันต์   อ.พันทิพา  มาลา  

 

พฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2553      กรุงเทพ – อยุธยา – ศรีเทพ (เพชรบูรณ์)

 

06.30 น.                     พร้อมกันที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เขตตลิ่งชัน ธนบุรี

07.00 น.                     ออกเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรถบัสปรับอากาศ

08.30 น.                     เดินทางถึง สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา

                                    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริการอาหารว่าง

                                    -  กล่าวต้อนรับ   โดย  ดร.บูรพาทิศ   พลอยสุวรรณ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา

                                    -  กล่าวเปิดงาน   โดย  พล ต.อ.เภา    สารสิน  ประธานมูลนิธิโตโยต้า  หรือ ผู้แทน

                                    อภิปราย  อยุธยาศึกษา : ศรีเทพ – ละโว้ – อโยธยา: เรื่องของสามนคร

                                    โดย    -  ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์   เพชรเลิศอนันต์   - นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา หรือผู้แทน

                                                -  อ.พันทิพา  มาลา   -. อ.สมฤทธิ์  ลือชัย  ดำเนินรายการ

10.00–11.30 น.        ออกภาคสนาม

                                    หมู่บ้านญี่ปุ่น     

                     ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายจำนวนมาก ญี่ปุ่นเป็นชนชาติหนึ่งที่เดิน                            

                    ทางเข้ามาในสมัยนั้น เมื่อทางการญี่ปุ่นอนุญาตให้ชาวญี่ปุ่นค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยให้             

    มีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตน นับแต่นั้นมาชาวญี่ปุ่นก็เข้ามาอาศัยในกรุงศรีอยุธยามากขึ้น  หัวหน้า    

    ชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา  ยามาดา เป็นผู้มีอำนาจ และเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จ

    พระเจ้าทรงธรรม จนได้รับแต่งตั้งเป็นออกญาเสนาภิมุขรับราชการต่อมา จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น

    เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จนสิ้นชีวิตลงที่นั่น    

11.30–13.00 น.       หมู่บ้านโปรตุเกส

ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2054 โดยอัล   

ฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของโปรตุเกส ประจำเอเซีย ได้ส่งนายดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดส  

เป็นทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสเข้ามา

ตั้งหลักแหล่งค้าขายและเป็นทหารอาสาในกองทัพกรุงศรีอยุธยา สร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ศาสนา

และเป็นศูนย์กลางของชุมชน ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีร่องรอยซากสิ่งก่อสร้างปรากฏให้เห็น คือ  

โบราณสถานซานเปโตร หรือเรียกในสมัยอยุธยาว่าโบสถ์เซนต์โดมินิค เป็นโบสถ์ในคณะโดมินิกัน

                                   รับประทานอาหารกลางวัน บริเวณริมน้ำหมู่บ้านโปรตุเกส

13.00 น.                     ออกเดินทางไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์

15.30 น.                     อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ 

                                    ศึกษาโบราณสถานต่างๆ ในเมืองศรีเทพ ซึ่งมีผังเมืองคล้ายเมืองแฝดสองเมืองตั้งอยู่คู่กัน

                                    (คือมีคูน้ำและคันดินซึ่งคือกำแพงเมืองนั้นเอง) เป็นผลงานของสองกลุ่มวัฒนธรรมโบราณที่เจริญ

                                    คาบเกี่ยวกันคือ สมัย (มอญ) ทวารวดีและ(ขอม/ขะแมร์) สมัยลพบุรีโดยเมืองแฝดทั้งสองนั้นแบ่ง

                                    เป็น “เมืองใน” กับ “เมืองนอก” เราจะเข้าชมอย่างใกล้ชิดทั้งสองเมืองโดยชมปรางค์ศรีเทพ ซึ่งถือ

                                    เป็นโบราณสถานหลักของเมือง มีขนาดใหญ่สร้างด้วยอิฐและศิลาแลง มีรูปแบบคล้ายกับศิลปะ

                                    กรรมลพบุรีคือได้รับอิทธิพลจากขอม/ขะแมร์ และตัวปรางค์นี้มีทรวดทรงคล้ายกับปรางค์ที่

                                    กัมพูชามาก จากนั้นชมปรางค์สองพี่น้อง  (ชื่อที่ชาวบ้านเรียก)  เป็นอาคารก่ออิฐขนาดใหญ่

                                    สององค์ตั้งคู่เคียงกันบนศิลาแลงขนาดใหญ่ร่วมกันและมีรูปแบบตามแบบศิลปะขะแมร์สมัย

                                    บาปวน (พ.ศ.1550-1650) ต่อกันแบบนครวัดตอนต้น (พ.ศ.1650-1700)   ชมลายปูนปั้นประดับ

                                    ฐานอาคารที่เป็นผลงานขอศิลปินเมื่อเกือบพันปีที่ผ่านมา จากนั้นชมโบราณสถานเขาคลังใน

                                    ซึ่งมีหลายท่านสันนิษฐานว่าเคยเป็นที่เก็บอาวุธและทรัพย์สมบัติในสมัยโบราณ แล้วเดินทาง

                                    ไปชมสระปรางค์ ซึ่งเป็นสระน้ำโบราณเคยมีชื่อเสียงว่าน้ำจากสระนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ สระนี้ตั้ง

                                    อยู่ใกล้กับปรางค์หลักของเมืองคือปรางค์ศรีเทพ ดังนั้น น้ำในสระนี้จึงถูกนำมาใช้ประกอบ

                                    พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาตลอดมา   แล้วท่านจะได้ชมแนวกำแพงเมือง ซึ่งยังคง

                                    ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดเป็นกำแพงดินสูงเป็นสันวนรอบเมือง และมีแนวคูเมืองทอดวนขนาน

                                    กันไปกับคันดินโดยตลอด

17.30 น.                     เข้าที่พัก  โรงแรมต้นปาล์มอินน์  และ รับประทานอาหารเย็น

20.00-21.00 น.         ชมสารคดี 3 กรุงศรี และ อภิปราย

                                    โดย    ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ   -  อ.ทรงยศ แววหงษ์   -  ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์  เพชรเลิศอนันต์

                                              -. อ.สมฤทธิ์  ลือชัย  ดำเนินรายการ

 

ศุกร์ที่  23  เมษายน 2553    ลพบุรี  – กรุงเทพฯ

 

07.00 น.                     รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมต้นปาล์มอินน์ 

08.00 น.                     ออกเดินทางไปจังหวัดลพบุรี

10.00 น.                     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

                                    พระนารายณ์ราชนิเวศน์   ซึ่งเป็นพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์แห่งอยุธยา

                                    ทรงสร้างไว้เป็นเสมือนราชธานีแห่งที่ 2 และโปรดที่จะเสด็จมาประทับเป็นเวลานานๆ ในแต่ละ

                                    ปีจะไปประทับอยู่  พระราชวังแห่งนี้หลายเดือน ณ พระราชวังแห่งนี้พระที่นั่งที่ทรงใช้เป็น

                                    ท้องพระโรงนั้น มีฝาผนังที่ตกแต่งด้วยกระจกเงาทั้งผนังจากฝรั่งเศส ทรงได้ใช้ต้อนรับคณะทูต

                                    ชมประตูพระราชวัง ที่ออกญาวิชเยนทร์ถูกล้อมจับ และตกจากเสลี่ยงขณะที่จะเข้าเฝ้าระหว่าง

                                    การผลัดแผ่นดิน

12.00 น.                     รับประทานอาหารกลางวัน โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท

13.30 น.                    ผู้เข้าอบรมระดมสมองกลุ่มย่อย (8 กลุ่ม) “แนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของอยุธยาศึกษาใน

                                   สถาบันการศึกษา”                 

                                   ตัวแทนแต่ละกลุ่มนำเสนอประเด็นกลุ่มละ 5 นาที 

                                   ดำเนินรายการโดย ผศ. ดร. ธำรงศักดิ์  เพชรเลิศอนันต์

16.00 น.                    เดินทางกลับกรุงเทพฯ

19.00 น.                    ถึงศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  เขตตลิ่งชัน  ธนบุรี โดยสวัสดิภาพ

 

ดาวน์โหลดรายละเอียดและเอกสารใบสมัครโครงการอบรม

ภายในวันที่  16  เมษาย  2553